ReadyPlanet.com
dot
dot
ความรู้เบื้องต้นก่อนติดจาน
dot
bulletจุดเริ่มดาวเทียม
bulletดาวเทียมบนท้องฟ้า
dot
ตารางมุมส่าย มุมก้ม
dot
bulletมุมส่าย มุมก้ม จาน Fix ไทยคม
bulletมุมก้ม จาน Move ทั่วไทย
bulletการใช้เข็มทิศ ปรับตั้งจาน
bulletการใช้เข็มทิศ ปรับตั้ง LNB
bulletอัปเดตช่องรายการ ไทยคม5
dot
ลิงค์
dot
bulletNICS-SAT
bulletThaisat
bulletLyngsat.com
dot
บริษัทจานดาวเทียม
dot
bulletThaisat
bulletDynasat
bulletInfosat
bulletIdea sat
bulletPsi
bulletDby
bulletIPM
bulletDTV
bulletSamart
dot
บอร์ดจานดาวเทียม
dot
bulletบอร์ด นิกส์-แซท
bulletบอร์ดโบราณ
bulletโซน 7 คันทรี่คลับ
bulletsatanswer
bulletsat2you
dot
รวมเว็บต่างๆ
dot
bulletสลากกินแบ่งรัฐบาล
bulletกรมอุตุนิยมวิทยา
bulletอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
dot
แผนที่ร้าน
dot
dot
รวมซอฟแวร์
dot




จุดเริ่มดาวเทียม

ความเป็นมาของดาวเทียม

       นัก เขียนนวนิยายและเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ผู้ริเริ่มแนวคิดด้านสื่อสารผ่านดาวเทียม คือ นายอาเธอร์  ซี.คลาค ( Arthur  C.Ciarke ) เมื่อปี พ.ศ. 2488 ได้เสนอความคิดที่จะใช้สถานีดาวเทียมซึ่งลอยอยู่กับที่ในอวกาศ เหนือตำแหน่งเส้นศูนย์สูตร ที่ความสูงจากพื้นโลก 35,800 กิโลเมตร การโคจรของดาวเทียมมีความเร็วหนึ่งรอบ =24 ชั่วโมง เท่ากับโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ความคิดนี้ไม่มีใครสนใจคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันที่เป็นจริงไม่ได้ ใน ที่สุดมีคนนำความคิดนี้มาสานต่อ และเป็นจริงเมื่อรัสเซียมีการยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศดวงแรกที่ชื่อ สปุตนิก เมื่อปี พ.ศ. 2500 ถือเป็นก้าวแรกแห่งการพัฒนาดาวเทียมของโลก

ใน ปี พ.ศ. 2505 ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ส่งดาวเทียมชื่อว่า เทลสตาร์ 1 (Telstar 1)         ดาวเทียมดวงนี้ถือว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ใช้ในการสื่อสารอย่างแท้จริง และต่อมา ปี 2508 ได้มีการส่งดาวเทียมมีชื่อว่า เออลี่เบิร์ด (Early Bird) เป็นดาวเทียมเชิงพาณิชย์ดวงแรก มีช่องสัญญาณเกี่ยวกับโทรทัศน์, เทเล็กซ์, ข่าวสารต่างๆ, รวมทั้งรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดข้ามทวีป 

            ดาวเทียมที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ามีหน้าที่เป็นเครื่องรับและส่งสัญญาณ เพื่อติดต่อกับภาคพื้นดิน โดยสถานีภาคพื้นดินจะส่งสัญญาณแบบคลื่นไมโครเวฟขึนไปยังดาวเทียม ( Uplink ) เมื่อดาวเทียมได้รับสัญญาณไมโครเวฟจากภาคพื้นดินที่ส่งขึ้นไปก็จะเปลี่ยน แปลงความถี่ใหม่ ให้เป็นความถี่ตำเพื่อป้องกันการรบกวนระหว่างสัญญาณขาขึ้นและขาลง และ ส่งกลับมาให้สถานีภาคพื้นดิน หรือดาวเทียม ( Downlink )

 

            ดาวเทียมไทยคมให้บริการในพื้นที่ประเทศไทย มีความแรงของสัญญาณ 38 dWB หน่วยงานที่คอยควบคุม วงโคจรของดาวเทียมไทยคมภาคพื้นดินตั้งอยู่ที่ อ.ลาดหลุมแก้ว        จ.ปทุมธานี
ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีหน่วยงานนี้ไว้คอยควบคุม อายุการใช้งานของดาวเทียมอยู่ที่ประมาณ 15 ปี

            แผงทีวีแบบเก่ารับสัญญาณภาคพื้นดิน ซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ถูกรบกวนได้ง่าย มีสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ ป่าเขาบดบังสัญญาณไปไม่ถึง ต้องตั้งสถานีทวนสัญญาณในที่ต่างๆ ดังนั้นบางพื้นที่ไม่สามารถรับสัญญาณได้ ต้องใช้เสาสูงๆไม่เช่นนั้นก็ก็รับสัญญาณไม่ได้

            ดังนั้นการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการแก้ปัญหาดังกล่าว 

            จานรับดาวเทียมระบบ KU-Band ระบบนี้จะมีความเข้มสัญญาณสูง ใช้จานขนาดเล็กรับได้ อุปกรณ์ที่สำคัญคือ Satellite Dish จานสะท้อนสัญญาณ , LNB (Low Noise Block down convertor) ตัวรับขยายและเปลี่ยนความถี่, Receiver เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม

ข้อดี : ระบบ KU-Band ใช้จานขนาดเล็กก็รับได้ ติดตั้งง่าย มีค่าบริการรายเดือน
ข้อเสีย : ระบบ KU-Band สัญญาณครอบคลุมพื้นที่น้อย ข้อจำกัด มีปัญหาเวลาฝนตก

                     

            จานรับดาวเทียมระบบ C-Band สัญญาณคลอบคลุมได้เป็นทวีป เมื่อสัญญาณกว้างกระจาย ทำให้สัญญาณออ่นกว่าระบบ KU-Band  เวลารับสัญญาณจึงต้องใช้จานที่มีขนาดใหญ่ เวลาฝนตกดูได้

ข้อดี : ระบบ C-Band รับรายการฟรีทีวีจากทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่มีข้อจำกัดในเรื่อง     ภูมิอากาศ 
ข้อเสีย : ระบบ C-Band ต้องใช้จานขนาดใหญ่ หาที่ติดตั้งได้ยาก

 

หลักการของดาวเทียมมาจากหลักการ ของฟิสิกส์หรือกฎของเคปเลอร์ที่ว่า คาบของดาวที่โคจรอยู่รอบโลกจะแปรตามยกกำลัง 3/2 ของรัศมี ดาวที่ใกล้โลกมากจะมีคาบประมาณ 90 นาที แต่ไม่มีประโยชน์ที่ว่าจะนำมาทำดาวเทียมเพราะว่า เมื่อมองจากพื้นดินจะเห็นดาวเทียมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ที่ระยะประมาณ 36000 Km เหนือเส้นศูนย์สูตร คาบของดาวเทียมจะเป็น 24 ชั่วโมงทำให้เสมือนอยู่นิ่งเมื่อมองจากพื้นโลกตลอดเวลา

บนท้องฟ้าดาวเทียมจะอยู่ห่างกัน ประมาณ 4 องศาตามมุม 360 องศาของเส้นศูนย์สูตร ถ้าหากดาวเทียมอยู่ใกล้มากกว่านี้จะทำให้สัญญาณที่ขึ้นมาจากพื้นดินรบกวนดาว เทียมตัวข้าง ๆ ที่อยู่ถัดไปด้วย ฉะนั้นถ้าคิดง่าย ๆ จำนวนดาวเทียมที่มีอยู่ได้รอบโลกจะเท่ากับ 360/4 = 90 ดวงเท่านั้น และถ้าหากเป็นดาวเทียมสำหรับทีวีด้วยแล้วละก็จะต้องห่างกันถึง 8 องศา เนื่องจากกำลังส่งจะสูงกว่าดาวเทียมธรรมดา อย่างไรก็ตามดาวเทียมแต่ละดวงสามารถใช้ความถี่คนละย่านทำให้สามารถส่งข้อมูล หลาย ๆ ชุด พร้อม ๆ กันได้

เพื่อเป็นการป้องกันการแก่งแย่ง ความถี่และตำแหน่งบนท้องฟ้า จึงได้มีการกำหนดข้อตกลงระหว่างชาติขึ้นว่าใครบ้างที่จะได้ใช้ความถี่ใดและ ตำแหน่งใด ช่วงความถี่ 3.7-4.2 GHz และ 5.925-6.425 GHz ได้ถูกกำหนดสำหรับการสื่อสารดาวเทียม หรือมีการเรียกย่อ ๆ กันว่า 4/6 GHz หมายถึง ความถี่ขึ้นมีค่าอยู่ในช่วง 6 HGz และความถี่ลงอยู่ในช่วง 4 GHz อย่างไรก็ตามความถี่ช่วงนี้ก็หนาแน่นมากเพราะถูกใช้โดยไมโครเวฟของบริษัท สื่อสารอยู่แล้ว

ความถี่ช่วงที่สูงกว่านี้ก็คือ 12/14 GHz ทำให้ดาวเทียมสามารถวางอยู่ใกล้กันได้ถึง 1 องศา แต่มีปัญหาที่ตามมาก็คือ ความถี่ช่วงนี้ถูกลดทอนได้สูงด้วยฝนและพายุได้ง่าย ทางแก้ที่เป็นไปได้ก็คือตามหลักความจริงที่ว่าพายุหรือฝนมักจะเกิดเป็นหย่อม ๆ ถ้าหากตั้งจานรับเอาไว้กระจายไปทั่ว ( และต่อถึงกันด้วยสายเคเบิล) เมื่อมีฝนที่ใดที่หนึ่ง ก็ใช้สถานีพื้นดินที่บริเวณอื่นที่ไม่มีฝนตกรับแทนได้

ดาวเทียมทั่วไปจะแบ่งแถบกว้างความ ถี่ขนาด 500 MHz ออกเป็นทรานส์ปอนด์เดอร์ แต่ละทรานส์ปอนด์เดอร์มีแถบกว้างความถี่ 36 MHz แต่ละทรานส์ปอนด์เดอร์อาจจะใช้ส่งข้อมูลขนาด 50 Mbps เพียงชุดเดียว หรือส่งขนาด 64 Kbps จำนวน 800 ชุดหรือจะรวมในลักษณะอื่นก็ได้ และแต่ละทรานส์หอนด์เดอร์สามารถใช้การส่งแบบคนละขั้วคลื่น ( polarize) ได้ทำให้ 2 ทรานส์ปอนด์เดอร์สามารถใช้ความถี่เดียวกันโดยไม่มีการรบกวนกันได้ ในดาวเทียมยุคแรก ๆ การแบ่งแถบกว้างความถี่ของทรานส์ปอนด์เดอร์ออกเป็นช่อง ๆ นั้นทำแบบตายตัว (static) ที่ความถี่เดียว แต่ในปัจจุบันช่องแต่ละช่องจะถูกแบ่งออกตามเวลา เช่นช่อแรกสำหรับสถานีแรก ช่องที่สองสำหรับสถานีที่สอง และต่อ ๆ ไป การทำแบบนี้ช่วยให้การจัดการอ่อนตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มีชื่อเรียกว่า time-division multiplex

ดาวเทียมดวงแรกนั้นมีลำคลื่นจาก อวกาศลำเดียวครอบคลุมสถานีพื้นดินทั้งหมด และเมื่อเวลาผ่านไปราคาของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ , ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ และขนาดได้ลดลง จนปัจจุบันสามารถที่จะใช้ทำให้ดาวเทียมมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ละดาวเทียมอาจจุมีสายอากาศหลาย ๆ จานและมีทรานส์ปอนด์เดอร์หลาย ๆ ตัว แต่ละลำคลื่นที่ส่งลงมาสามารถที่จะเจาะจงลงไปยังบริเวณใด ๆ ที่ต้องการและสามารถใช้ลำคลื่นหลาย ๆ ลำขณะส่งขึ้นหรือส่งลงพร้อม ๆ กันได้ บริเวณที่ลำคลื่นเล็งไปนั้นเรียกว่า ลำคลื่นเป็นจุด ( spot beam) ซึ่งบริเวณที่เล็งอาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่กี่ร้อยกิโลเมตรได้

การสื่อสารผ่านดาวเทียมมี คุณลักษณะหลายอย่างต่างจากการสื่อสารผ่านตัวกลางบนพื้นดิน เช่น การหน่วงของเวลา ( delay time) เนื่องจากระยะทาง โดยปกติสัญญาณจากดาวเทียมจะถูกหน่วงจากต้นทางถึงปลายทางประมาณ 250-300 มิลลิวินาที ( ถึงแม้ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเดินทาง &"3652; ด้เร็วเท่ากับแสงหรือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาทีก็ตาม) ถ้าเทียบกับไมโครเวฟแล้วจะมีค่าเพียง 3 ไมโครวินาที/กิโลเมตร หรือถ้าเป็นโคแอกเชียลก็จะมีค่า 5 ไมโครวินที/กิโลเมตรเท่านั้น ( คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางในอากาศได้เร็วกว่าเดินทางในสายทองแดง)

แต่โดยอีกนัยหนึ่งถ้าคำนึงถึง แถบกว้างความถี่และอัตราการเกิดผิดพลาด ( error rate) ของข้อมูลด้วยแล้วการหน่วงเวลาของสัญญาณอาจจะไม่ใช่จุดสำคัญก็ได้ เช่น เวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูล x กิโลไบท์ผ่านสายขนาดความเร็ว 9600 bps คือ x/19.6 วินาที แต่ถ้าส่งผ่านดาวเทียมที่มีความเร็วการส่งข้อมูล 5 Mbps แล้วจะใช้เวลา x/5000+0.270 วินาที (รวม 0.27 วินาทีสำหรับเวลาที่หน่วงในอากาศ) สำหรับข้อมูลมากกว่า 2.6 Kbps แล้วดาวเทียมจะเร็วกว่า และถ้าหากว่านับเวลาที่เสียไปเนื่องจากการส่งใหม่ (เมื่อมีการส่งข้อมูลผิดพลาด จะมีการส่งข้อมูลชุดนั้นมาใหม่ ทำให้เวลาที่ใช้ส่งข้อมูลจนครบเท่าที่ต้องการเพิ่มขึ้นไปด้วย) ดาวเทียมก็จะได้เปรียบมากกว่าเพราะว่าดาวเทียมมีอัตราส่งข้อมูลผิดพลาดต่ำ กว่ามากนั่นเอง

นอกจากนั้นค่าเวลาที่หน่วงที่เสีย ไปไม่ขึ้นกับระยะทาง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องรับและเครื่องส่งที่อยู่คนละฟากของมหาสมุทรก็จะ ใช้เวลาเท่ากับส่งระหว่างที่อยู่ตรงข้ามถนน ทำให้การคิดราคาค่าส่งข้อมูลไม่ขึ้นอยู่กับระยะทางไปด้วย

จุดอื่นที่ต่างกันอีกก็คือการสื่อ สารผ่านสายเช่า สามารถส่งข้อมูลได้เร็วสุดเพียง 56 Kbps เท่านั้น (ถึงแม้ว่าจะมีสายขนาดความเร็ว 1.544 Mbps ให้ใช้ ถ้าหากว่าสามารถจ่ายค่าเช่าไหวให้ใช้ในบางพื้นที่ก็ตาม) แต่การส่งจากจานสายอากาศบนหลังคาไปยังอีกฝ่ายที่มีจานอากาศอยู่บนหลังคาผ่าน ดาวเทียมนั้น สามารถทำได้เร็วกว่าถึง 1000 เท่า และสำหรับการส่งข้อมูลของคอมพิวเตอร์แล้วละก็การส่งข้อมูลปริมาณมาก ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นที่ต้องการมากกว่าใช้เวลานาน ๆ เช่น การส่งข้อมูลในม้วนเทปผ่านสายโทรศัพท์ที่มีความเร็ว 56 Kbps ใช้เวลา 7 ชั่วโมง แต่ถ้าผ่านดาวเทียมจะใช้เวลา 30 วินาที เท่านั้น

คุณสมบัติที่น่าสนใจอีกอย่างของ ดาวเทียมก็คือว่าเป็นการส่งข้อมูลแบบกระจายไปทุกที่ (broadcast) ทุก ๆ สถานีพื้นดินที่อยู่ภายใต้รัศมีลำคลื่นสามารถที่จะรับสัญญาณได้หมด รวมทั้งสถานีเถื่อนด้วย และบริษัทสื่อสารเองก็ไม่มีทางรู้ด้วยดังนั้นจึงต้องมีการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อความปลอดภัย

นอกจากใช้ดาวเทียมสำหรับส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถใช้ส่งสัญญาณโทรทัศน์ตรงไปยังบ้านได้ด้วย

หากจะเปรียบเทียบดาวเทียมกับเส้น ใยแก้วแล้ว โดยหลักการณ์แล้วเส้นใยแก้วเพียงเส้นเดียวนั้นมีแถบกว้างความถี่มากกว่าดาว เทียมทั้งหลายที่ได้เคยส่งขึ้นไปทั้งหมด แต่แถบกว้างความถี่เหล่านี้ไม่สามารถไปถึงผู้ใช้งานรายย่อยได้โดยตรงปกติ เส้นใยแก้วจะใช้สำหรับเป็นตัวเชื่อมระหว่างชุมสายโทรศัพท์ที่ทางไกลเข้าหา กันผู้ใช้งานไม่สามารถใช้ประโยชน์ของแถบกว้างความถี่ที่มากมาย ๆ ของเส้นใยแก้วได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าหากส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ ความเร็วสูงสุดก็จะได้เพียง 9600 bps เท่านั้นไม่ว่าสายที่ส่งระหว่างชุมสายจะมีความเร็วเท่าใดก็ตาม ต่างกับการผ่านดาวเทียมซึ่งสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มีการวางเครือข่ายเส้นใยแก้วเข้าไปตามบ้านได้อย่าง ทั่วถึงแล้วละก็ ตรงจุดนั้นเส้นใยแก้วจะได้เปรียบกว่าอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าต้องการลักษณะพิเศษเช่นการกระจาย ( broadcast) เช่นทีวีซึ่งจะทำได้ยากถ้าหากเป็นเส้นใยแก้ว

ประเทศไทยเริ่มใช้ดาวเทียมสื่อสาร ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 การสื่อสารแห่งประเทศไทยตั้งสถานีภาคพื้นดินที่อำเภอศรีราชา ชลบุรี โดยเช่าช่องสัญญาณจำนวน 13 ช่องสัญญาณ เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศดาวเทียมที่ใช้ในยุคแรกเป็นของบริษัท ยูอาร์ซีเอ ซึ่งเป็นดาวเทียมทางทหารของสหรัฐอเมริกา
                จานรับสัญญาณดาวเทียมที่สถานีภาคพื้นดินมีขนาดใหญ่มาก เช่น จานรับสัญญาณดาวเทียมอิเทลแซด ที่ศรีราชามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 97 ฟุต สามารถสื่อสารข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย
                  ใน พ.ศ. 2522 สถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยมีการขยายเครือข่ายทั่วประเทศ ในการนี้มีการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมปาลาปาของอินโดนีเซีย ทำให้ระบบการถ่ายสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศไทยกระจายไปยังเมืองใหญ่ ๆ ได้ทั่วประเทศ จานรับสัญญาณดาวเทียมปาลาปามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นจานขนาดใหญ่พอสมควร การถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทำได้ง่ายเพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินสาย หรือเชื่อมโยงด้วยไมโครเวฟ
                  ดาวเทียมสื่อสารที่ใช้งานต้องมีลักษณะพิเศษคือ เป็นดาวเทียมค้างฟ้า ซึ่งผิดจากดาวเทียมจารกรรมทางทหาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรที่ประเทศมหาอำนาจส่งขึ้นไป ดาวเทียมเหล่านั้นจะเคลื่อนที่โคจรรอบโลกผ่านทุกส่วนของพื้นผิวโลก โดยจะกลับมาที่เดิมในระยะเวลาประมาณ 9-11 วัน
                  ดาวเทียมค้างฟ้า เป็นดาวเทียมที่ต้องอยู่บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรและโคจรรอบโลก 1 รอบ ใน 1 วัน พอดีกับเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง ระดับความสูงและความเร็วการโคจรต้องเหมาะสม ดาวเทียมค้างฟ้าที่ใช้ในการสื่อสารอยู่ที่ระดับความสูง 42,184.2 กิโลเมตร
                บริษัทชั้นนำในด้านการข่าว เช่น ซีเอ็นเอ็น จะมีดาวเทียมของตนเองทำให้สามารถส่งข่าวสารหรือรับข่าวสารได้ตลอดเวลาจาก ทั่วโลก ผู้รับสัญญาณโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น ต้องมีจานรับสัญญาณจึงจะรับได้ และต้องปรับทิศให้ตรงกับตำแหน่งดาวเทียม เพื่อให้ดาวเทียมแพร่สัญญาณได้ทุกพื้นที่ในโลกจะต้องมีดาวเทียมหลายดวงรอบ โลก สัญญาณจะครอบคลุมทั่วโลกได้ต้องใช้ดาวเทียมอย่างน้อยสามดวง
                  ในช่วงปลาย พ.ศ. 2536 บริษัทชินวัตรได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยให้ส่งดาวเทียมสื่อสารของไทยขึ้น เป็นดาวดวงแรกมีชื่อว่า ไทยคม การสื่อสารของไทยจึงก้าวหน้าและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น
                  ดาวเทียมไทยคมอยู่ในตำแหน่งเส้นแวงที่ 101 องศาตะวันออก เหนือเส้นศูนย์สูตรบริเวณอ่าวไทยค่อนไปทางใต้ ใช้สัญญาณพาหะในย่านความถี่ 4 , 10 และ 12 จิกะเฮิรทซ์ บริษัทผู้ผลิตดาวเทียมคือ บริษัทฮิวส์แอโรคราปของประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งขึ้นวงโคจรด้วยจรวดของบริษัทเอเรียนสเปสของประเทศฝรั่งเศส
                  ข้อได้เปรียบของดาวเทียมไทยคมคือ อยู่ตรงประเทศไทยทำให้จานรับสัญญาณมีขนาดเล็กลงเหลือเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 50 เซนติเมตร ดาวเทียมไทยคมครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทย และเพื่อนบ้านไว้ ดาวเทียมตัวนี้มีอายุประมาณ 15 ปี
                  การสื่อสารผ่านดาวเทียมในประเทศไทยจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมี ทางเลือกของการสื่อสารมากขึ้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจะทำได้เร็วขึ้น การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเป็นหนทางหนึ่งที่จะส่งไปยังพื้นที่ใด ๆ ก็ได้ในประเทศ แม้จะอยู่ในป่าเขาหรือมีสิ่งกีดขวางทางภาคพื้นดิน
                  ดังนั้น การกระจายข่าวสารในอนาคตจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น การใช้ข้อมูลข่าวสารจะเจริญเติบโตไปพร้อมกับความต้องการหรือการกระจายตัวของ ระบบสื่อสาร

ปัจจุบันประเทศไทยมีดาวเทียมไทยคมลอยอยู่เหนือประเทศ ดาวเทียมไทยคมนี้ใช้ประโยชน์ทางด้านการสื่อสารของประเทศได้มาก
เพราะเป็นการให้บริการสื่อสารของประเทศในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณจากวิทยุ สัญญาณข้อมูลข่าวสารต่างๆ

 

ดาวเทียมมีมากมายหลายประเภท สามารถแบ่งประเภทการใช้งานได้ 11 ประเภท ดังนี้

•  ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารระหว่างจุดต่อจุด

•  ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารระหว่างดาวเทียม

•  ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเคลื่อนที่บนบก ในน้ำ และในอากาศ

•  ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์

•  ดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ

•  ดาวเทียมเพื่อการสำรวจอวกาศ

•  ดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ

•  ดาวเทียมเพื่อการปฎิบัติในห้วงอวกาศ

•  ดาวเทียมเพื่อกิจการวิทยุสมัครเล่น

•  ดาวเทียมเพื่อการกำหนดตำแหน่ง

•  ดาวเทียมเพื่อการนำร่องเรือ

 







T-TECH.SAT ให้ความรู้คู่การขาย เราให้คุณได้ยิ่งกว่าคำว่าชัด
ที-เทค.แซท. 128/26 ม.1 ถ.เทพารักษ์ กม.21(ไทยประกัน) ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 10540 โทร.02-706-4492 / 084-732-4468 tomtech2008@gmail.com